เวย์น รูนี่ย์ จากกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สู่ถิ่นเก่า เอฟเวอร์ตัน

ช่วงเวลา 13 ปีนั้นไม่ใช่ระยะทางที่สั้นเลยสำหรับนักเตะคนหนึ่งที่จะค้าแข้งให้กับสโมสรใดสโมสรหนึงและแน่นอนว่าเขาคนนั้นจะต้องฝากผลงานไว้อย่างมากมาย เหมือนที่ เวย์น รูนี่ย์ ทำไว้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เวย์น รูนี่ย์
เวย์น รูนี่ย์

นับตั้งแต่ย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มาเล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อปี 2004 เวย์น รูนี่ย์ ก็ค่อยๆไต่เต้าจากดาวรุ่งหน้าเปื้อนกระ จนกลายมาเป็นกัปตันทีมและดาวยิงสูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ด้วยสถิติการทำประตู 253 ลูก จาก 559 นัดที่ลงสนาม

โทรฟี่ย์ 16 ใบรวมทุกรายการที่เจ้าตัวเคยคว้ามากับทีมนั้น เป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีถึงความสำเร็จที่มีและตอกย้ำว่าเขาคือตำนานที่แท้จริงอีกคนหนึ่งของทีม แม้ว่าจะไม่ได้แขวนสตั๊ด ณ โรงละครแห่งความฝันเหมือนย่างไรอัน กิ๊กส์หรือพอล สโคลส์ก็ตาม

เชื่อว่าแฟนบอลของ “ปีศาจแดง” รวมทั้งเจ้าตัวเองก็คงจะรู้สึกเสียดายไม่น้อยอยู่เหมือนกัน ที่เส้นทางของหัวหอกวัย 31 ปีไม่ได้จบลงพร้อมกับเสื้อสีแดงที่มีตราสามง่ามติดอยู่บนหน้าอก แต่บางครั้งในโลกของฟุตบอล คำว่า “แฮปปี้ เอนดิ้ง” มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

และที่สำคัญการที่จะทำให้มันเกิดหรือไม่เกิดขึ้นนั้น ล้วนแล้วแต่มีเหตุมีผลประกอบด้วยทั้งสิ้น

แม้ว่าจะระเบิดฟอร์มทะลุปรอทจนได้รับฉายาว่า “สุกรโลกันต์” ด้วยการเล่นที่ดุดัน แพสชั่นเต็มเปี่ยม สู้ทุกลูก ทุกจังหวะเพื่อทีมอยู่เกือบ 10 ปี จนช่วยให้สโมสรประสบความสำเร็จมากมาย แต่แล้วหลังจากอายุขยับเข้าใกล้เลข 3 นั้น ฟอร์มการเล่นของหัวหอกทีมชาติอังกฤษก็ขยับไกลจากคำว่า “ดี” ไปเรื่อยๆ

ที่เห็นชัดที่สุดน่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากยุคของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไปยัง เดวิด มอยส์ ซึ่งแม้ว่าจริงๆแล้วจะมีหลายคนบอกว่า รูนี่ย์ฟอร์มดร็อปลงในช่วงท้ายการคุมทีมของ “เฟอร์กี้” แต่ในระหว่างการคุมทีมของ มอยส์ นั้น รูนี่ย์ยังสามารถดึงการเล่นตัวเองเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้อยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่สม่ำเสมอ แต่หลังจากช่วงท้ายการคุมทีมของ มอยส์ แล้ว แข้งใหม่แต่หน้าเดิมของเอฟเวอร์ตันก็ไม่เคยกลับมาสู่จุดเดิมอีกเลย

นับตั้งแต่ยุคของหลุยส์ ฟาน ฮาล จนมาถึงโจเซ่ มูริญโญ่แล้วนั้น จะเห็นได้ว่าทั้งสองกุนซือพยายามเหลือเกินที่จะปรับเปลี่ยนการยืนตำแหน่งของ เวย์น รูนี่ย์ ให้นอกเหนือไปจากตำแหน่งศูนย์หน้า เพราะการมาของนักเตะใหม่และเจ้าตัวเองก็ดูจะไม่สามารถผลิตสกอร์ได้ดีเหมือนเก่าแล้วด้วย

แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องการของทำประตู เพราะภาพที่เราคุ้นชินกันตลอดในช่วง 2-3 ฤดูกาลหลังมานี้ คือการที่แม้ว่า เวย์น รูนี่ย์ จะพยายามขยันไล่บอลเหมือนอย่างที่ตนเคยทำ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่โรยราและการเผาผลาญที่น้อยลงจนทำให้ดูอวบขึ้น(แทบจะปีต่อปี) เจ้าตัวเลยเหมือนจะทำได้ไม่สุด แถมยังจับบอลหลุด ไม่นิ่งและจ่ายบอลเสียอยู่บ่อยครั้ง

เวย์น รู่นี่ย์ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
เวย์น รู่นี่ย์ กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เชื่อเหลือเกินว่าทั้งกุนซือของทีมและแฟนบอลอย่างเราๆเองก็คิดกันหัวแทบแตกว่า ทำไมนักเตะระดับแถวหน้าของยุโรปที่ทำผลงานสะเด็ดสะเด่ามาได้อย่างมากมาย ถึงโรยราและฟอร์มหดหายไปจนถึงขั้นเบสิคการเล่นธรรมดาที่ตกหล่นในวัยเพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น

นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมไม่ว่าจะทั้งฟาน ฮาลและ มูริญโญ่ เองจึงพยายามที่จะยัด เวย์น รูนี่ย์ เข้าไปใน 11 ตัวจริงให้ได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วผลงานที่ออกมาจะไม่เข้าตาก็ตามในช่วงแรกๆ จนสุดท้ายก็ต้องยอมถอดใจ เพราะ “ขุนไม่ขึ้น” จริงๆ

ผมเองก็ยอมรับว่าคิดไม่ตกจริงๆกับฟอร์มอันร่วงโรยของ เวย์น รูนี่ย์ ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะ “หมด” ไวขนาดนี้ ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจจะมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะทั้งอายุ สไตล์การเล่นหรือแรงจูงใจที่อาจจะอิ่มเอิบแล้วสำหรับเจ้าตัวในการเล่นในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด พาลทำให้การเล่นเฉื่อยชาไปด้วย

รวมไปถึงความมั่นใจและปัจจัยอื่นๆที่เราอาจจะไม่ทราบถึงได้อีก

ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนหนึงที่ขอออกตัวก่อนเลยว่า ไล่ตามวิจารณ์ เวย์น รูนี่ย์ มาตลอดในช่วง 2-3 ปีหลัง แต่ก็เป็นคนเดียวกันนี่แหละที่คอยให้กำลังใจและเถียงคอเป็นเอ็นกับแฟนบอลทีมอื่นมาตลอด เวลาที่ดาวเตะเบอร์ 10 โดนวิจารณ์เสียๆหายๆ

ฉะนั้นผมจึงหวังว่ามันจะเป็นแค่ความอิ่มตัวที่เกิดขึ้นจากการโด่งดังตั้งแต่เด็ก ประสบความสำเร็จมากมายและเมื่อเขาได้ลองเจอกับความท้าทายใหม่ๆ อย่างเช่นการพา “ท๊อฟฟี่ย์สีน้ำเงิน” ก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จ มันอาจจะปลุกไฟในตัวให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งก็เป็นได้

อย่างที่บอกไป หลายๆคนอาจจะใจหายและรู้สึกแปลกๆที่เวย์น รูนี่ย์ ซึ่งอยู่กับทีมมานานนั้นตัดสินใจย้ายกลับไปเล่นให้กับ เอฟเวอร์ตัน และไม่ได้แขวนสตั๊ดกับทีม แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นฟอร์มของแข้งร่างอวบไม่ได้ใกล้เคียงกับการที่จะเป็นตัวจริงในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ดได้เลย

เวย์น รู่นี่ย์ กับ เอฟเวอร์ตัน
เวย์น รู่นี่ย์ กับ เอฟเวอร์ตัน

แต่กลับกันประสบการณ์และความสามารถของเขาจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในถิ่นกูดิสัน พาร์ค สถานที่ที่ครั้งหนึงชุบตัวเขาในวัยเด็กให้กลายมาเป็นหนึ่งในยอดนักเตะของยุโรป ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมให้กลายมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษภายใต้การคุมทีมของยอดกุนซืออย่างโรนัลด์ คูมัน

เรื่องนี้ผมจึงมองว่ามันเป็นการ วิน-วิน กันทุกฝ่าย แมนฯยูได้ปล่อยนักเตะที่ไม่สามารถเป็นตัวจริง แต่ดีเกินกว่าจะเป็นสำรองออกจากทีม เอฟเวอร์ตัน ได้นักเตะมากประสบการณ์ที่จะเข้ามาช่วยสร้างทีม รูนี่ย์ได้มีโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงและได้เล่นกับสโมสรเดิมในวัยเด็ก

นี่จึงน่าจะเป็นบทสรุปที่ลงตัวที่สุดแล้ว

เพราะไม่ว่าจะแขวนสตั๊ดกับทีมหรือไม่ ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรไหน

ชื่อของ เวย์น รูนี่ย์ ก็จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดว่าเป็นตำนานนักเตะที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดคนนึงตลอดไป

โชคดีและขอบคุณครับกัปตัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด